ข้อมูลประวัติ โจวเอินไหล สุภาพบุรษนักการเมืองตัวอย่าง รัฐบุรุษที่แท้จริง

โจวเอินไหล นายกรัฐมนตรีของสาธารณรัฐประชาชนจีน คนแรก นักการทูตผู้โด่งดังและเป็นที่ยอมรับที่สุดคนหนึ่งของโลก บุรุษผู้สร้างประวัติศาสตร์ที่โลกต้องตื่นตะลึงหน้าหนึ่งของโลก ด้วยการทำให้อเมริกาอดีตศัตรูหมายเลข 1เปิดสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นประเทศคอมมิวนิสต์ ได้ ทำให้สมดุลของโลกเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่
ความสามารถของโจวเอินไหลไม่ได้อยู่ที่ความสามารถทางการทูตเท่านั้นแต่เป็นการบริหารประเทศเกิดใหม่อย่างจีนที่อ่อนแอให้อยู่รอดและเข้มแข็งขึ้นผ่านช่วงยากลำบากและยุคมืดอย่างปฎิวัติวัฒนธรรมที่นำโดยแก็งค์สี่คนและหลินเปียว ภายใต้การสนับสนุนของเหมาเจ๋อตุง
สมเด็จนโรดมสีหนุ อดีตกษัตริย์กัมพูชา เคยกล่าวไว้ว่า ” ไม่เป็นการพูดเกินจริงเลยที่จะกล่าวว่า ถ้าหากประเทศจีน มิได้มีท่านโจวเอินไหลแล้ว การปฎิวัติทางวัฒนธรรมของจีนคงเป็นสัญญานที่เด่นชัดของการสิ้นอำนาจของเหมาและจีนในฐานะที่เป็นมหาอำนาจชาติหนึ่ง และเป็นชาติที่มีอารยธรรมแล้วของโลก ข้าพเจ้าโทมนัสที่เราในกัมพูชา มิได้มีบุคคลเช่นท่านโจวเอินไหล ซึ่งหากเรามีบุคคลเช่นท่าน เราอาจควบคุมความพินาศชิบหายที่ลอนนอลและพอลพตได้ก่อขึ้น..”
ในยุคที่แก็งค์สี่คนเรืองอำนาจ ได้มีความพยายามที่จะกำจัดแกนนำพรรครุ่นเก่าหลายคนเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจแทน รวมถึงโจวเอินไหล แต่ บุคคลคนนี้ เหมาเจ๋อตุงผู้ก่อเชื้อไฟแห่งการปฎิวัติวัฒนธรรมได้ กล่าวห้ามทุกคนเอาไว้ว่า ” ผู้ใดจะวิจารณ์นายกโจว ให้วิจารณ์ข้าพเจ้าก่อน ” เพราะเหมารู้ดีว่า ถ้าไม่มีโจว ก็จะไม่มีใครมีความสามารถพอบริหารประเทศให้ไปรอดได้ในขณะนั้น
เคยมีคนกล่าวว่า ” ถ้าเจียงได้โจวเอินไหลเป็นผู้ช่วย คนที่ต้องหนีไปใต้หวันคือแซ่เหมา ไม่ใช่แซ่เจียง !”
สิ่งที่ยอดเยียมที่สุดของโจวเอินไหลที่ทำให้เขาแตกต่างจากนักการเมืองที่ยอดเยี่ยมคนอื่นๆของโลกคือ วิถีการดำรงชีวิตของเขา ความเป็นสุภาพบุรุษและจริงใจต่อทุกคนทั้งผู้ใต้บังคับบัญชาหรือแม้แต่ศัตรู นายพลก๊กหมิ๋นตั่งที่เกลียดคอมมิวนิสต์ที่สุดของเจียง ยังเคยยกย่องว่าโจวเอินไหลคือคอมมิวนิสต์ที่พูดรู้เรื่องที่สุด แม้แต่เจียงไคเช็คยังเคยขอบคุณโจวเอินไหลด้วยใจจริงจากการที่โจวเคยเข้าเจรจาช่วยเจียงเอาไว้ นายคีสซิงเจอร์ อดีตรัฐมนตรีว่ากระทรวงต่างประเทศผู้โด่งดังของอเมริกาเคย กล่าวไว้เมื่อโจวเอินไหลตายว่า ” โจวเอินไหลคือรัฐบุรุษที่แท้จริงของโลกในศตวรรษนี้ ” เติ้งเสี่ยวผิง เคยวิจารณ์ประธานเหมาว่า ดี 7 ส่วน แย่ 3 ส่วน แต่กับนายกโจว ไม่เคยมีผุ้ใด วิจารณ์แม้เมื่อ ท่านได้ตายจากไป ชีวิตสมรสของนายกโจวนั้น ท่านนายกผู้มีหน้าตาหล่อเหลาและบุคลิกที่ดูดีได้รับการยกย่องเลือกที่จะสมรสกับ เติ้งอิงเชา ผู้ที่ไม่ค่อยมีความงามทางหน้าตา แต่ความคิดที่สูงส่งและจิตใจที่ดีงาม แม้แต่เหมาเจ๋อตุงก็ยังเคยต่อว่านางเจียงชิงภรรยา ผู้นำแกงค์ 4คน ว่าอย่าพยายามทำตัวหาเรื่องมากนัก หัดเอาอย่าง เดิ้งอิ่งเชา ภรรยานายกโจวมั่ง ฉันอิจฉาชีวิตสมรสของนายกโจวจริงๆ
เมื่อครั้งนายกโจวได้จากไปนั้น ชาวจีนมีแต่ความเศร้า และ ได้ก่อให้เกิดเชื้อไฟในการล้มล้างแกงค์สี่คน ของจีน ด้วยการเริ่มต่อต้าน คำสั่งห้ามไว้อาลัยและวางพวงหรีดที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน สมเด็จสีหนุเคยกล่าวไว้ ” เมื่อครั้งท่าประธานเหมาประธานเหมาถึงแก่อสัญกรรมนั้น ประชาชนชาวจีนได้ไว้ทุกข์ให้แก่ท่านมากหรือน้อยตามธรรมเนียม แต่ครั้นนายกโจวถึงแก่อสัญกรรม ทุกคนในประเทศจีนร่ำให้อาลัยถึงท่าน “

คาโรลุส ลินเนียส (Carolus Linnaeus)

ลินเนียสเป็นนักพฤกษศาสตร์ชาวสวีเดน ที่จำแนกพืชและสัตว์ออกเป็นหมวดหมู่ได้อย่างชัดเจนที่สุด ซึ่งทำให้วิทยาศาสตร์ ชีวภาพมีความชัดเจน และสะดวกสำหรับการศึกษาต่อไป

ลินเนียสเกิดเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1707 ที่ประเทศสวีเดน บิดาของเขาเป็นพระสอนศาสนา ลินเนียสเป็นคนรักต้นไม้เขามักใช้เวลาส่วนใหญ่ในการศึกษาธรรมชาติ อีกทั้งลินเนียสยังได้รับการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับพืชชนิดต่าง ๆ มาจากบิดาอีกด้วยทำให้เขายังมีความสนใจเกี่ยวกับพืชมากขึ้น ลินเนียสได้รับการศึกษาขั้นแรกจากครูที่บิดาของเขาจ้างให้มาสอนที่บ้าน แต่เรียนอยู่ได้เพียง 2 ปี เท่านั้น ก็ต้องเลิกไป หลังจากนั้นบิดาจึงส่งลินเนียสไปเรียนในตัวเมืองซึ่งห่างออกไปจากบ้านเขาประมาณ 25 ไมล์ ต่อจากนั้นลินเนียสได้เข้าเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยลุนด์ ในคณะแพทย์ เขาเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยลุนด์ได้เพียง 1 ปี ก็ย้ายไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยฮาร์ดวิก ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ และได้รับปริญญาแพทยศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยแห่งนี้เอง ในระหว่างที่ลินเนียสศึกษาวิชาแพทย์อยู่ที่มหาวิทยาลัยฮาร์ดวิก เขาได้ใช้เวลาว่างส่วนหนึ่งค้นคว้าเกี่ยวกับพืชและสัตว์

ในปี ค.ศ. 1730 ลินเนียสได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยของศาสตราจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ ซึ่งศาสตราจารย์ท่านนี้ได้มอบทุนให้กับลินเนียสเพื่อเดินทางออกสำรวจดินแดน แลป แลนด์ (Lap Land) ลินเนียสได้ออกเดินทางในปี ค.ศ. 1732 เขาใช้เวลาในการสำรวจประมาณ 1 ปี โดยเดินทางสำรวจตลอดคาบสมุทรสแกนดิเนเวีย (Scandinavia) รวมระยะทาง 4,600 ไมล์ ซึ่งลินเนียสได้พบกับพันธุ์พืชใหม่ ๆ กว่า 100 ชนิด ต่อมาในปี ค.ศ. 1737 ลินเนียสได้เขียนสิ่งที่เขาพบเห็นจากการ สำรวจครั้งนี้ลงในหนังสือชื่อว่า Flora Laponida ไปตามสถานที่ต่าง ๆ อีก

ต่อมาในปี ค.ศ. 1735 ลินเนียสได้ตีพิมพ์หนังสือออกมาเล่มหนึ่ง ชื่อว่า Systema Nationra ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับการจำแนก ลักษณะและแบ่งชั้นทั้งของพืชและสัตว์ ออกเป็นตระกูลต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ซึ่งลินเนียสได้ทำพันธุ์พืชและสัตว์ทุกชนิดรวมถึงที่สูญพันธุ์ไปแล้ว หรือสัตว์ในยุคดึกดำบรรพ์ด้วย โดยเขาใช้วิธีการที่เรียกว่า “Linnaean Classification”

ลินเนียสได้ออกเดินทางสำรวจไปตามสถานที่ต่าง ๆ อีกทั้งเขียนหนังสือเกี่ยวกับธรรมชาติอีกหลายเล่ม ได้แก่ ในปี ค.ศ. 1736 ลินเนียสได้พิมพ์หนังสือชื่อว่า Biologica Botanica ในปีต่อมาเขาได้เขียนหนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อว่า General Plantarum หนังสือเล่มนี้มีเนื้อหาเกี่ยวกับการวิเคราะห์พืช ตามลักษณะของพันธุ์พืช และในปีต่อมาเขาได้ตีพิมพ์หนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อว่า Classes Plantarum ในปี ค.ศ. 1738 ลินเนียสได้เดินทางกลับบ้านที่ประเทศสวีเดน และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์สอนวิชาแพทย์ และประวัติศาสตร์ธรรมชาติ ประจำมหาวิทยาลัยอัปซาลา (Upsala University) อีกทั้งยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นแพทย์ประจำพระองค์ของกษัตริย์แห่งสวีเดนอีกด้วย ต่อมาในปี ค.ศ. 1742 ลินเนียสได้รับเชิญให้ดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ประจำภาควิชาพฤกษศาสตร์ และรัฐบาลสวีเดนได้ส่งลินเนียสไปสำรวจ ทิโอแลนด์ (Tio Land) และสก็อตแลนด์ (Scotland) หลังจากเดินทางกลับ ลินเนียสได้เขียนหนังสือขึ้นเล่มหนึ่งชื่อว่า Olandscatoch Cortland Skatesa ซึ่งตีพิมพ์ออกเผยแพร่ในปี ค.ศ. 1745 พร้อมกับหนังสืออีกเล่มหนึ่งชื่อว่า Flora Suecica

ในปี ค.ศ. 1746 ลินเนียสได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสวนพฤกษศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยอัปซาลา ในระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ เขาได้นำพันธุ์พืชชนิดใหม่ ๆ มาปลูกไว้ในสวนจำนวนมากกว่า 1,200 ชนิด พร้อมกับเขียนอธิบายถึงพันธุ์พืชภายในสวนพฤกษศาสตร์อย่างละเอียด ลงในหนังสือชื่อว่า Hortus Upsaliensis

ต่อมาในปี ค.ศ. 1753 ลินเนียสได้ตีพิมพ์หนังสือขึ้นอีกเล่มหนึ่งชื่อว่า Species Plantarum ตั้งชื่อพืชและสัตว์เหล่านี้เป็นภาษาละติน ซึ่งรู้จักกันในปัจจุบันว่าชื่อทางวิทยาศาสตร์ แบ่งออกเป็น 2 ชื่อ ชื่อแรกบอกตระกูล (Genus) ส่วนชื่อหลังบอกชนิด (Species) วิธีการจัดหมวดหมู่ของลินเนียสทำให้นักชีววิทยาสามารถจดจำชื่อชนิดของสัตว์ และของพืชได้ง่ายขึ้นอีกทั้งสะดวกต่อการค้นค้าต่อไป วิธีการนี้ต่อมาเป็นที่นิยมแพร่หลายในทวีปยุโรปอย่างรวดเร็ว และนิยมต่อมาจนถึงปัจจุบันอีกทั้งเขายังเป็นผู้ที่กำหนดสัญลักษณ์แทนเพศ คือ หมายถึง เพศผู้ และ หมายถึง เพศเมีย

ลินเนียสเดินทางไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก เพื่อเก็บสะสมพืช และสัตว์พันธุ์ต่าง ๆ ต่อมาเมื่อลินเนียสเสียชีวิตในวันที่ 10 พฤษภาคม ค.ศ. 1778 สิ่งที่เขาสะสมไว้คือ พันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ รวมทั้งหนังสือ ได้ถูกขายให้กับนักพฤกษศาสตร์ชาวอังกฤษผู้หนึ่ง ซึ่งนักพฤกษศาสตร์ท่านนี้ได้นำไปทำการศึกษาเกี่ยวกับพืชและสัตว์ โดยตั้งชื่อสถาบันแห่งนี้ว่า English Biological Association หรือ Linnaeus Society สถาบันแห่งนี้ตั้งอยู่ในประเทศอังกฤษ
 
ผลงาน   – จำแนกสัตว์และพืชออกเป็นหมวดหมู่
             – ตั้งชื่อทางวิทยาศาสตร์ให้กับพืช และสัตว์

 

ข้อมูลประวันติ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์

ประวัติ

พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เกิดเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๔๖๐ เป็นบุตรของนายแจ่ม กับนางเจือ ชมะนันทน์ สมรสกับคุณหญิงวิรัตน์ ชมะนันทน์

พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เริ่มการศึกษาชั้นต้นที่โรงเรียนสมุทรสาครวิทยาลัย โรงเรียนปทุมคงคา จากนั้นเข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จนสำเร็จการศึกษาในปี ๒๔๘๓ ในระหว่างรับราชการทหารได้ศึกษาต่อที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก โรงเรียนเสนาธิการทหารบกแห่งสหรัฐอเมริกา วิทยาลัยกองทัพบก และวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักรรุ่น ๕

ในช่วงที่รับราชการทหาร พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เคยร่วมรบในสมรภูมิเกาหลีรุ่นแรกในตำแหน่งผู้บังคับกองพันทหารราบ ผลัดที่ ๓ สร้างเกียรติภูมิอย่างมากจนหน่วยใต้บังคับบัญชาได้ฉายาว่า “กองพันพยัคฆ์น้อย” ภายหลังกลับจากสงครามก็เข้าประจำกองบัญชาการทหารสูงสุด เติบโตในสายเสนาธิการมาเป็นลำดับจนเป็นพลเอก และดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดจนเกษียณอายุราชการ

พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินภายใต้การนำของ พลเรือเอก สงัด ชลออยู่ ได้ทำการรัฐประหารรัฐบาลของนายธานินทร์ กรัยวิเชียร

ผลงานสำคัญในช่วงที่ พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ดำรงตำแหน่งคือการปรับปรุงสัมพันธภาพกับประเทศเพื่อนบ้านอันประกอบด้วย ประเทศเวียดนาม กัมพูชา ลาว และพม่า รวมทั้ง พลเอก เกรียงศักดิ์ ได้เดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน และสหภาพโซเวียตเพื่อกระชับความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจทั้งสอง ทำให้ไทยมีความสัมพันธ์ทางการทูตและการค้ากับทั้งสองประเทศแน่นแฟ้นขึ้น นอกจากนี้ยังได้จัดตั้งหน่วยงานสำคัญๆ เพิ่มขึ้นอีกหลายหน่วยงาน เช่น การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการพลังงาน และมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เป็นต้น

พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๒๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๓ ปัจจุบันได้ยุติบทบาททางการเมืองแล้ว
ระยะเวลาดำรงตำแหน่ง

สมัยที่ ๑
คณะรัฐมนตรี คณะที่ ๔๐ : ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๒๐ – ๒๑ ธันวาคม ๒๕๒๑

สมัยที่ ๒
คณะรัฐมนตรี คณะที่ ๔๑ : ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๒๒ – ๓ มีนาคม ๒๕๒๓

ข้อมูลประวัติ นายกมล ทัศนาญชลี

 

นายกมล  ทัศนาญชลี


ศิลปินแห่งชาติ  สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรมและสื่อผสม)
   

 

นายกมล  ทัศนาญชลี  เกิดเมื่อวันที่  ๑๗  มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๗   ที่กรุงเทพมหานคร เป็นศิลปินคนสำคัญและดีเด่นในด้านจิตรกรรมและสื่อผสมร่วมสมัยของไทยที่ได้รับการยอมรับและยกย่องทั้งในและต่างประเทศ  ปัจจุบันคงสร้างสรรค์ผลงานศิลปะเผยแพร่ศิลปะและอุทิศตนให้กับงานการกุศล  ดำรงและดำเนินชีวิตอย่างมีคุณค่า  มีคุณสมบัติเพียบพร้อมในความเป็นศิลปินที่ดีงาม เป็นแบบอย่างที่ดีแก่อนุชนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี  จึงรับการยกย่องเชิดชูเกียรติเป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรมและสื่อผสม) ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๔๐ 

 

เป็นศิลปินที่อุทิศตนให้กับการสร้างสรรค์ศิลปะอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน  ได้รับพัฒนาผลงานศิลปะร่วมสมัยตลอดเวลา  จนเป็นที่ยอมรับว่า เป็นผู้นำคนสำคัญของวงการศิลปะร่วมสมัยของไทย  มีผลงานที่เป็นเอกลักษณ์ของตนในแนวทางสากลที่มีพื้นฐานจากศิลปะแบบประเพณีไทยในอดีต  นอกจากนี้ยังมีบทบาทสำคัญยิ่งในเรื่องการเผยแพร่ผลงานศิลปะไทยทั้งในและต่างประเทศ  สนับสนุนและส่งเสริมศิลปินและนักวิชาการศิลปะของไทยในเรื่องการศึกษาและหาประสบการณ์

 

           เป็นผู้ดำเนินการศูนย์ศิลปกรรมไทยและสภาศิลปกรรมไทย  เพื่อการเผยแพร่ศิลปะไทยในสหรัฐอเมริกา  ให้บริการสังคมด้วยศิลปะและวิชาการเป็นอย่างดี  ถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์ เป็นวิทยาทานแก่สถาบันการศึกษาวิชาศิลปะทั่วประเทศและในต่างประเทศ      

 

ข้อมูลท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติดอยภูคา

อุทยานแห่งชาติดอยภูคา มีพื้นที่ครอบคลุมท้องที่อำเภอปัว อำเภอเชียงกลาง อำเภอทุ่งช้างอำเภอแม่จริม อำเภอท่าวังผาและกิ่งอำเภอสันติสุขครับ จังหวัดน่าน มีพื้นที่ทั้งหมด 1,269.84 ตารางกิโลเมตรหรือ 793,650 ไร่ ดอยภูคาอยู่ห่างจากจังหวัดน่าน ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 70 กิโลเมตรตามทางหลวงหมายเลข 1080 สายน่าน-ปัว สภาพเป็นถนนลาดยางระยะทาง 60 กิโลเมตร จากนั้นใช้เส้นทางปัว-กิ่งอำเภอบ่อเกลือ อีกประมาณ 25 กิโลเมตรถึงที่ทำการอุทยาน ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาระหว่างกิโลเมตรที่ 24-25 อุทยานแห่งชาติดอยภูคา มีลักษณะภูมิประเทศส่วน ใหญ่เป็นเขาลูกชันสลับซับซ้อนสวยงามมาก เป็นภูเขาหินและหินปนทราย มียอดดอยภูคาซึ่งเป็น ยอดเขาที่สูงที่สุดของจังหวัดน่าน สูงถึง 1,980 เมตร จากระดับน้ำทะเลหรือประมาณ 5,300 ฟุตเป็นต้นกำเนิดของ แม่น้ำสายใหญ่ คือ แม่น้ำน่าน และแม่น้ำลำธารหลายสาย เช่น น้ำปัว น้ำขว้าง น้ำงวน และน้ำยาว เป็นต้น มีสภาพป่าที่ยังอุดมสมบูรณ์ ประกอบด้วยป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง ทุ่งหญ้า ป่าปาล์มดงดิบ มี ไม้เขตร้อนและไม้เมืองหนาว สิ่งที่น่าสนใจในเขตอุทยานดอยภูคา ที่สำคัญ คือ ต้นชมพูภูคา ซึ่งเป็นพันธุ์ไม้ที่หายากที่สุดพันธุ์หนึ่ง มีชื่อทาง พฤกษศาสตร์ว่า “ไบร์ทชไนเดอร์ ซีเนนซีส” คาดว่าได้สูญพันธุ์ไปแล้ว จนกระทั่งมีการค้นพบอีกครั้ง ในป่าดอยภูคาแห่งนี้ โดย ดร.ธวัช สันติสุข ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์ นอกจากนี้บนดอยภูคายังมีทิวทัศน์และธรรมชาติที่สวยงามหลายแห่ง มี น้ำตกภูฟ้า น้ำตกผาขี้นก น้ำตกแม่จริม น้ำตกต้นตอง น้ำตกตาดหลวง น้ำตกห้วยโกร๋น มีถ้ำขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น ถ้ำผาฆ้อง ถ้ำหลวง ถ้ำผาแดง ถ้ำผาแง่ม ถ้ำผาเก้า มีธารน้ำลอด พระลานหินและหน้าผา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ทาง ธรรมชาติที่งดงามมหัศจรรย์มาก รวมทั้งป่าปาล์มดึกดำบรรพ์ขนาดใหญ่ของไทยด้วยครับ

ข้อมูลท่องเที่ยว อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา มีเนื้อที่ประมาณ 152 ตารางกิโลเมตร ในอำเภอเกาะลันตา ประกอบด้วยเกาะต่างๆ ที่สำคัญได้แก่ เกาะลันตาใหญ่ เกาะลันตาน้อย เกาะตะเล็งเบ็ง และเกาะใกล้เคียง รวมไปถึงหมู่เกาะห้า หมู่เกาะรอก และเกาะไหง เกาะที่น่าท่องเที่ยวของอุทยานฯ ได้แก่ เกาะลันตาน้อย เป็นเกาะที่เป็นชุมชนของชาวเกาะลันตาในอดีตมาก่อน มีที่ว่าการอำเภอ มีโรงเรียนวิถีชีวิตแบบเก่า ๆ บ้านเรือนโบราณยังมีให้พบเห็น เกาะลันตาใหญ่ มีรูปร่างยาวเรียวจากเหนือมาใต้ ศูนย์กลางธุรกิจของเกาะอยู่ที่บริเวณท่าเรือศาลาด่านซึ่งมีทั้งบริการท่อง เที่ยว ร้านอาหาร ธนาคาร ด้านตะวันตกเรียงรายไปด้วยชายหาดและอ่าวที่สวยงามมากมายได้แก่ หาดคอกวาง หาดโละบารา อ่าวพระแอะ หาดคลองโขง หาดคลองนิน และมีถนนตัดจากท่าเรือตอนเหนือผ่านชายหาดต่าง ๆ ไปจนถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตาซึ่งอยู่ตอนใต้สุดของเกาะ พื้นที่ส่วนใหญ่บนเกาะมีสภาพเป็นทิวเขาสลับซับซ้อน ปกคลุมด้วยป่าที่สมบูรณ์ ส่วนด้านตะวันออกมีชุมชนเก่าของเกาะลันตาเนื่องจากเคยเป็นที่ตั้งของที่ว่า การอำเภอมาก่อน ซึ่งย้ายไปอยู่ที่เกาะลันตาน้อย ชาวบ้านส่วนใหญ่บนเกาะลันตานับถือศาสนาอิสลาม และที่บ้านสังกะอู้ยังมีชนพื้นเมืองที่ยังคงยึดถือวัฒนธรรมประเพณี ได้แก่ ประเพณีลอยเรือ ไม่ไกลจากที่ทำการอุทยานฯ มีจุดชมวิว แหลมโตนด ซึ่งเป็นที่ตั้งของประภาคาร จากมุมนี้สามารถมองเห็นโค้งอ่าวกรวดและอ่าวหาดทรายขาวสะอาดมาบรรจบกัน ตอนปลายสุดของแหลมเป็นที่ตั้งของเกาะหม้อ เป็นจุดดำดูปะการังน้ำลึก นอกจากจุดชมวิวแหลมโตนดแล้ว ยังมีจุดชมวิวบนยอดเขาบริเวณตอนกลางเกาะที่มีร้านอาหารสามารถนั่งรับประทาน อาหารพร้อมกับชมทิวทัศน์ของทะเลอันดามันที่มีเกาะต่าง ๆ อยู่ท่ามกลางผืนน้ำสีน้ำเงิน บนเกาะลันตาใหญ่มีที่พักเอกชนเปิดให้บริการมากมาย ฤดูท่องเที่ยวอยู่ระหว่างเดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคม นักท่องเที่ยวที่ต้องการพักค้างแรมในบริเวณที่ทำการอุทยานฯ ควรติดต่อล่วงหน้าที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา เลขที่ 5 ตำบลเกาะลันตาใหญ่ อำเภอเกาะลันตา จังหวัดกระบี่ 81150 โทร. 0 7562 9018-9 การเดินทางไปเกาะลันตาใหญ่ รถยนต์ นักท่องเที่ยวที่นำรถไปเองสามารถนำรถลงเรือได้ที่ท่าเทียบแพขนานยนต์ บ้านหัวหินไปเกาะลันตาน้อยและข้ามแพอีกครั้งไปยังเกาะลันตาใหญ่ สามารถข้ามแพได้ตั้งแต่เวลา 08.00 น. – 18.30 น. ค่าข้ามแพ จากบ้านหัวหิน เกาะลันตาน้อย รถยนต์ คันละ 50 บาท ผู้โดยสารคนละ 3 บาท มอเตอร์ไซค์ คันละ 10 บาท จากเกาะลันตาน้อย เกาะลันตาใหญ่ รถยนต์ คันละ 40 บาท รวมคนขับ ผู้โดยสารคนละ 3 บาท สามารถข้ามแพได้ตั้งแต่เวลา 07.00 น. 20.00 น. การเดินทางไปท่าเรือหัวหิน จากอำเภอเมืองใช้ทางหลวงหมายเลข 4 ไปทางอำเภอคลองท่อม (เส้นทางไปจังหวัดตรัง) ถึงบ้านแยกห้วยน้ำขาว ให้เลี้ยวขวาไปตามทางหลวง 4206 ประมาณ 20 กิโลเมตร จนถึงบ้านหัวหิน รถตู้ปรับอากาศ มีรถออกจากอำเภอเมือง วิ่งระหว่างกระบี่-เกาะลันตาใหญ่ รถออกเวลา 11.00 น. 13.00 น. และ 16.00 น. ค่าโดยสารคนละ 120 บาท ใช้เวลาเดินทาง 2 ชั่วโมง ส่วนขากลับจากเกาะลันตาใหญ่ จะมีรถออกเวลา 07.00 น. และ 12.00 น. สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กระบี่ ลันตาทัวร์ อำเภอเมือง โทร. 0 7562 2792 ศาลาด่าน โทร. 0 7568 4121 นอกจากนั้นจากจังหวัดตรัง ก็มีรถตู้ปรับอากาศบริการ รถออกเวลา 11.00 น. 12.30 น. 13.30 และ 15.30 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่ว ค่าโดยสารชาวไทยคนละ 120 บาท ชาวต่างประเทศ 180 บาท สอบถามข้อมูลได้ที่ โทร. 0 7521 1198 เรือโดยสาร ในฤดูท่องเที่ยว (เดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคม) มีเรือออกจากท่าเรือเจ้าฟ้า อำเภอเมือง ไปขึ้นที่ท่าเรือศาลาด่าน บนเกาะลันตาใหญ่ เรือออกเวลา 10.00 น. และ 13.00 น. ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง สนใจสอบถามข้อมูลที่ท่าเรือเจ้าฟ้า โทร. 0 7563 0470 – 2 การเดินทางจากเกาะลันตาไปยังเกาะต่าง ๆ นอกจากนั้นบริษัทเรือเอกชนบนเกาะลันตายังมีเรือวิ่งให้บริการหลายเส้นทาง เกาะลันตา เกาะพีพี เรือออกเวลา 08.00 น. และ 13.00 น. ค่าโดยสารคนละ 200 บาท เกาะลันตา – กระบี่ เรือออกเวลา 08.00 น. และ 13.00 น. ค่าโดยสารคนละ 200 บาท เกาะลันตา เกาะพีพี – ภูเก็ต เรือออกเวลา 09.00 น. และ 04.30 น. ค่าโดยสารคนละ 250 บาท เกาะลันตา เกาะพีพี – กระบี่ เรือออกเวลา 09.00 น. และ 13.30 น. รวมทั้งมีเรือบริการวิ่งระหว่าง เกาะลันตา เกาะจำ กระบี่ และเรือบริการทุกวันจากเกาะลันตาใหญ่ไปเกาะไหง เกาะรอก และเกาะกระดาน สนใจสอบถามข้อมูลได้ที่ บริษัท รอยัล เฟิร์น จำกัด โทร. 0 7568 4163, 0 1719 4811 เกาะตะละเบ็ง อยู่ระหว่างท่าเรือคลองม่วง-เกาะลันตา เป็นเกาะที่มีลักษณะเป็นหินปูน คล้ายเกาะพีพีเล มีชายหาดเล็กๆ และโพรงถ้ำซึ่งจะโผล่ให้เห็นได้เฉพาะเวลาน้ำลง มีนกนางแอ่นอาศัยอยู่บนเกาะด้วย ในกลุ่มนี้จะมีเกาะผีซึ่งอยู่ไปทางทิศเหนือ และยังเป็นที่สามารถพายเรือแคนูได้ เกาะรอกใน เป็นที่ตั้งของหน่วยพิทักษ์ย่อยของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา เป็นเกาะที่มีลักษณะเป็นหน้าผาสูงชัน ด้านทิศตะวันออกมีหาดทราย และแนวปะการังเป็นกลุ่มๆ ตามโขดหิน ด้านทิศเหนือของเกาะมีแหลมธงและอ่าวศาลเจ้า ผืนทรายที่เกาะรอกในละเอียดขาวเนียน น้ำทะเลใสเป็นสีเขียวจนมองเห็นปลาหลากสีสัน เป็นความบริสุทธิ์ของธรรมชาติที่ยังไม่มีใครเดินทางมาสัมผัสมากนัก บนเกาะยังมีเส้นทางเดินศึกษาธรรมชาติให้ได้เดินออกกำลังกายดูพันธุ์ไม้ต่าง ๆ ได้อีกด้วย สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการจะพักค้างแรม บนเกาะมีที่สำหรับกางเต็นท์ สนใจสอบถามข้อมูลได้จาก อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา โทร. 0 7562 9018 – 9 เกาะรอกนอก ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้และทิศใต้ มีหาดทรายขาวละเอียด และแนวปะการังน้ำตื้น ด้านท้ายเกาะมีหาดทะลุและอ่าวม่านไทร การเดินทางไปเกาะรอก นิยมเช่าเรือจากท่าเรือปากเมง ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง หรือใช้บริการนำเที่ยวด้วยเรือเร็วจากเกาะลันตา สามารถติดต่อได้จากบริษัททัวร์หรือสถานที่พักบนเกาะลันตาใหญ่ หมายเหตุ: ไม่แนะนำให้เช่าเรือหางยาวเดินทางไปเกาะรอกเนื่องจากระยะทางไกล อาจไม่ปลอดภัยโดยเฉพาะในวันที่สภาพอากาศไม่ดี เกาะไหง ทางทิศตะวันออกของเกาะประกอบด้วยหาดทรายยาว และมีปะการังด้านหน้าหาด นับเป็นแหล่งดูปะการังน้ำตื้นที่สมบูรณ์แห่งหนึ่ง การเดินทาง สามารถเช่าเรือจากท่าเรือปากเมง จังหวัดตรังได้ หินแดง เป็นหินโสโครก อยู่ฝั่งด้านนอกของทะเลอันดามัน มีปะการังชนิดต่าง ๆ ที่สวยงามเหมาะสำหรับการดำน้ำ เกาะห้า เป็นกลุ่มเกาะ 5 เกาะ เกาะห้าใหญ่มีรูปร่างคล้ายใบเรือ และเป็นจุดดำดูปะการังน้ำ

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.