Christian Huygens,คริสเตียน ฮอยเก้นส์

Christian Huygens  เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวฮอลแลนด์  เกิดเมื่อ 14 เมษายน ค.ศ. 1629  ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์  ถึงแก่กรรมเมื่อคริสเตียน ฮอยเก้นส์  8 มิถุนายน  1695 เขาเป็นผู้ประดิษฐ์นาฬิกาลูกตุ้มในคริสต์ศตวรรษที่ 17 และเป็นผู้ค้นพบดวงจันทร์ของดาวเสาร์  เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์  มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาวิชาแคลคูลัสสมัยใหม่   มีความเห็นว่าแสงประกอบด้วยคลื่น  ในปี ค.ศ. 1655 ได้ค้นพบดวงจันทร์ Titan บริวารของดาวเสาร์  และได้ทำการตรวจสอบวงต่างๆของดาวเสาร์พบว่าประกอบด้วยหิน   ได้สร้างนาฬิกาสำหรับใช้ในการเดินเรือ  และได้ค้นพบและทำการพิสูจน์การเคลื่อนไหวของลูกตุ้มนาฬิกา   ได้รับเลือกเป็นสมาชิก Royal Society เมื่อ ค.ศ. 1666 ต่อมาในปี ค.ศ. 1666 ได้ย้ายไปกรุงปารีสและเข้ารับตำแหน่งประธานของ French Royal Society

Charles Darwin,ชาร์ลส์ โรเบิร์ต ดาร์วิน

ชาร์ลส์  โรเบิร์ต  ดาร์วิน  Charles Darwin เกิดเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 1809 ใน ชูร์เบอรี่ ประเทศอังกฤษ บิดาของเขาเป็นนายแพทย์ ซึ่งต้องการให้ลูกชายดำเนินอาชีพทางด้านนี้เช่นกัน เขาจึงถูกส่งไปเรียนการแพทย์ที่เอดินเบอระ แต่ใจไม่ชอบทางนี้ ทั้งเคยหนีเรียนในชั่วโมงผ่าตัด เพราะทนเห็นเลือดไม่ได้ เรียนได้เพียงสองปีเขาจึงต้องลาออก  เขาชอบสะสมสิ่งของที่สนใจ เช่น แมลงที่ตายแล้ว(เขารู้สึกว่าเป็นความผิดที่ฆ่าพวกมัน) เปลือกหอย ไข่นก เหรียญต่างๆ และหินแปลกๆ จนภายหลังได้รับการยกย่องว่าเป็น นักธรรมชาติวิทยาผู้ยิ่งใหญ่ เขาเล่าในภายหลังว่า การสะสมของเขาเป็นการเตรียมให้เขาเป็นนักธรรมชาติวิทยา หลังลาออกจากการเรียนแพทย์บิดาของส่งไปที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์เพื่อเรียน ทางศาสนา และบวชเรียนเป็นพระ  ที่นี่เองเขาได้รับการแนะนำจาก อาจารย์สอนพฤกษ์ศาสตร์คนหนึ่ง ให้ไปเรียนวิชาธรณีวิทยาเพิ่มเติม จึงเท่ากับเป็นการเพิ่มความรู้ทางด้านธรรมชาติวิทยาที่เขาสนใจให้กว้างมาก ขึ้น มีเรื่องเล่าว่า วันหนึ่งเขาได้เห็นแมลงที่หายากสองชนิดบนต้นไม้ เขาจับไว้ด้วยมือแต่ละข้างอย่างรวดเร็ว แต่แล้วก็หันไปเห็นตัวที่สามหายากกว่า เขานำแมลงตัวหนึ่งในมือใส่เข้าปากอย่างรวดเร็ว และยื่นมือออกไปจับตัวที่สาม แต่ตัวที่อยู่ในปากของเขาคายน้ำชนิดหนึ่งออกมาทำให้เขาปวดแสบปวดร้อนที่ลิ้น อย่างมากจนต้องรีบคายแมลงตัวนั้นออกมา วันหนึ่งกองทัพเรือได้เตรียมการออกสำรวจรอบโลก ซึ่งถือเป็นโชคที่เข้ามาสู่ชีวิตของเขา การสำรวจรอบโลกครั้งนี้จะเดินทางโดยทางเรือชื่อ บีเกิล(Beagle) เพื่อ เก็บข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ด้วยการรับรองของศาสตราจารย์เฮนสโลว ดาร์วินได้รับเชิญให้เป็นสำรวจทางธรรมชาติวิทยาไปกับเรือลำนี้ด้วย การสำรวจใช้เวลานานถึง 5 ปี ทำให้ได้มีโอกาสเปรียบเทียบสัตว์และพืชจากส่วนต่างๆ ของโลก  เขา ได้เห็นสัตว์ที่มีถุงหน้าท้อง เช่น จิงโจ้ ในประเทศออสเตรเลีย และในนิวซีแลนด์ ซึ่งจะไม่พบในประเทศอื่น เมื่อการสำรวจมาถึงหมู่เกาะกาลาพากอสในอเมริกาใต้   ก็ได้พบ สัตว์ชนิดต่างๆ และพบว่าแต่ละเกาะมีสัตว์เฉพาะชนิดซึ่งไม่พบในเกาะอื่นๆ สิ่งที่พบเห็นทำให้เขาคิดหนัก สำหรับเขาเหมือนกับว่า สัตว์เหล่านี้มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะพิเศษที่ช่วยให้มันมีชีวิตอยู่ได้ตาม สภาพแวดล้อมนั้นๆ สัตว์ตัวใดไม่มีลักษณะเช่นนั้นก็ตายไปส่วนตัวใดที่อยู่ได้ก็ถ่ายทอดลักษณะ นั้นๆ ไปสู่ลูกหลาน การเปลี่ยนแปลงเป็นไปอย่างช้าๆ ตลอดเวลาหลายพันปี โดยการเปลี่ยนแปลงและเพิ่มจำนวนนี้คือสิ่งที่เรียกว่า วิวัฒนาการ  เขาได้เขียนผลงานชิ้นสำคัญของเขาเล่มแรกคือ “เดอะ ซูโอโลจี ออฟ เดอะ บีเกิ้ล” ซึ่ง ได้รับการต้อนรับอย่างดี แต่เขาก็ไม่เร่งร้อนที่จะเปิดเผยความคิดของในเรื่องการกำเนิดชีวิต เพราะกังวลอย่างมากว่าจะไปขัดแย้งกับหลักศาสนาคริสต์ที่ทุกคนเชื่อถือและยอม รับ   แต่ก็ได้มีนักธรรมชาติวิทยาอีกคนหนึ่ง ชื่อวอลเลซ มีความเห็นเช่นเดียวกัน   ได้เขียนจดหมายถึงเขาในปี 1858  กับได้ส่งเอกสารไปให้เขาด้วย และยังขอร้องให้เขาส่งความเห็นไปยังมหาวิทยาลัย  เพราะ มีความคิดเห็นเช่นเดียวกัน  แต่วอลเลซก็ยังไม่มั่นใจว่าจะเปิดเผยต่อสาธารณชนดีหรือไม่   เพราะเกรงว่าจะทำให้เกิดความโกลาหล  จากการได้แรงสนับสนุนจากนักธรรมชาติวิทยาของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์นี่เองจึงทำให้อีกหนึ่งปีถัดมา หนังสือที่มีชื่อเสียงของดาร์วินชื่อ “ออน ดิ ออริจิน สเปซี่ บาย มีนส์ ออฟ เนเชอราล ซีเลคชั่น” ได้รับการตีพิมพ์  และก็เป็นเหมือนที่ดาร์วินคาดคิดไว้ไม่มีผิด   มันทำให้เกิดความโกลาหล สิ่งที่ดาร์วินพูดถึงคือบอกว่า โลกนี้มิได้ถูกสร้างขึ้นภายในหนึ่งอาทิตย์อย่างที่คัมภีร์ทางศาสนาคริสต์บอกไว้   แต่มันมีอายุยาวนานมากกว่านั้น  มัน ได้เปลี่ยนแปลงไปในเวลานี้ และยังเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ สิ่งมีชีวิตต่างๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วยเช่นกัน และผิดแผกแตกต่างออกไปจากที่ตอนเริ่มเกิดขึ้นใหม่ๆ  มนุษย์พัฒนาขึ้นมาจากสิ่งมีชีวิตที่ธรรมดาที่สุด เรื่องราวของอาดัมและอีฟในสวนอีเคนคงเป็นจริงไปไม่ได้   ผู้ คนคิดว่า ดาร์วินบอกว่ามนุษย์สืบเชื้อสายมาจากลิง เป็นความคิดที่น่าละอายอย่างยิ่ง หนังสือของดาร์วินถูกนำไปเผาทิ้งด้วยความโกรธและขยะแขยง ฝ่ายศาสนจักรพร้อมที่จะเผชิญกับดาร์วิน ในปี 1860 พวกเขาเรียก ประชุมที่อ็อกซ์ฟอร์ด พวกพระและนักวิทยาศาสตร์พบกันที่นั่นเพื่อถกเถียงกันถึงต้นกำเนิดของสัตว์ และต้นไม้สำหรับเรา การประชุมกันแบบนี้ฟังดูเป็นเรื่องหัวโบราณเหลือเกิด แต่ในสมัยนั้นถือเป็นเรื่องจริงจัง ถึงแม้นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นด้วยว่าความคิดเห็นของดาร์วินถูกต้อง และเรื่องราวของอาดัมกับอีฟเป็นแต่เพียงเรื่องเล่าขาน  ฝ่าย ศาสนจักรยังคงมีอิทธิพลมากจนดาร์วินไม่เคยได้รับรางวัลเกียรติยศจากผลงานของ เขาและจากการหมกมุ่นทำงานจนทำให้สุขภาพของเขาทรุดโทรมลง  แต่เขาก็ยังคงมุมานะทำงานต่อไปตามปณิธานที่ว่า “เมื่อข้าพเจ้าต้องหยุดการสังเกต ข้าพเจ้าก็จะตาย” ที่เขาพูดไว้ในวันที่ 17 เมษายน 1882 เขายังคงทำงานอยู่จนเสียชีวิตในอีกสองวันต่อมา.

ที่ชาร์จแบต ซัมซุง

ที่ชาร์จแบต ซัมซุง

ในสมัยนี้คงจะไม่มีใครที่ไม่มีสิ่งนี้   โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งในเวลานี้  ในยุคที่มีการติดต่อสื่อสารกันอย่างมากมาย เพราะฉะนั้นเราจึงจะขาดเครื่องมือติดต่อสื่อสารชิ้นเสียไม่ได้  และยิ่งในเวลานี้ ที่มีการทำการแข่งขันทางการตลาดในด้านการตืดต่อสื่อสารนั้น  ทำให้โทรศัพท์ที่ออกมานั้นมีมากมายหลายรุ่น  มีฟังก์ชั่นมากมาย ลวดลายการออกแบบ วัสดุที่ใช้  รูปร่างรูปทรง  และมีราคาแตกต่างกันออกไป  และที่สำคัญตอนนี้ก็มีอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมแก่โทรศัพท์หลายๆรุ่นหลายๆยี่ห้อ  ก็มีให้ออกมาเลือกซื้อเลือกหาใช้กัน
 แล้วอุปกรณ์เสริมชิ้นสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้เลยเมื่อเราใช้มือถือนั่นก็คือ ที่ชาร์จแบตพกพาซึ่งที่ชาร์จแบตพกพาตัวนี้ก็มีทำออกมาหลายค่าย  มีออกมาให้ใช้กับโทรศัพท์หลายๆรุ่น  ไม่ว่าจะเป็นไอโฟน ไอแพด  หรือแม้แต่ซัมซุงเอง  ก็มีอุปกรณ์เสริมตัวนี้เหมือนกัน  ซึ่งที่ชาร์จแบต ซัมซุงนั่น  ก็มีออกมาหลายรุ่นหลายขนาดเช่นกัน  ซึ่งตอนนี้โทรศัพท์ของซัมซุงหลายๆรุ่นเป็นที่นิยมในตลาดมาก  ทำให้หาซื้ออุปกรณ์เสริม หรือ ที่ชาร์จแบต ซัมซุงได้ไม่ยากนัก  ลักษณะที่ชาร์จแบต ซัมซุงโดยรวมแล้วถือว่าโอเคใช้ได้  ถึงแม้ตัวขนาดและดีไซน์ยังทำออกมาไม่หลากหลาย แต่ความจุไฟก็มีให้เลือกหลายขนาดอยู่  ใครเพิ่งถอยโทรศัพท์ของซัมซุงมาใหม่  อุปกรณ์เสริมที่จะขาดไม่ได้เลย สำหรับคนที่ใช้มือถือรุ่นนี้ก็คือ ที่ชาร์จแบต ซัมซุง  ซึ่งมีหัวเสียบ Built-In microUSB สามารถเสียบชาร์ตมือถือได้ทันที ไม่ต้องต่อสายชาร์ตเพิ่ม ไม่เกะกะ สะดวกสุดๆ ขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา ไม่ถึง 100 กรัม ความจุสูง 5000 MAH สามารถชาร์ตมือถือทั่วไปให้เต็มได้ประมาณ 3-4 รอบ  และสามารถใช้ชาร์ตมือถือรุ่นอื่นๆ ที่ใช้หัวเสียบไมโครยูเอสบีเหมือนกันได้ด้วย  สามารถหาซื้อ ที่ชาร์จแบต ซัมซุง ได้ที่นี่

ที่ชาร์จแบต Samsung Galaxy

ที่ชาร์จแบต Samsung Galaxy

Samsung Galaxy  โทรศัพท์มือถือจากค่ายซัมซุง มาพร้อมกับดีไซน์ในแบบต่างๆ พร้อมระบบปฏิบัติการ Android OS นอกจากนี้ โทรศัพท์เครื่องนี้ก็ยังรองรับ แอพพลิเคชันต่างๆ ที่อยู่ใน Android Market ที่ผู้ใช้หรือสาวก Android ทั้งหลาย สามารถตามเข้าไปหาดาวน์โหลด มาติดเครื่องไว้ใช้ประโยชน์ต่างๆจากแอพพลิเคชันต่างๆได้  จะเห็นได้ว่าเจ้าโทรศัพท์เครื่องนี้ มีความสามรถในการใช้ได้สูงมากกว่าโทรศัพท์ธรรมดาๆ ทั่วๆไป ฉะนั้น หากเรากดใช้บ่อยๆในแต่ละวันมันก็จะค่อนข้างเปลืองแบตมาก  วิธีการแก้ก็คือเราควรที่จะมีแบตสำรองไว้สำหรับโทรศัพท์คู่ใจของเรา
ที่ชาร์จแบต Samsung Galaxyก็คล้ายกับ แบตสำรองของ แบตเตอรี่สำรอง Samsung ทั่วไป บางทีก็อาจจะใช้ด้วยกันได้นะครับ  หลักการทำงาน เหมือนกันทุกประการ  เราสามารถที่จะพกพาเจ้าแบตเตอรี่สำรองนี้ไปได้ในทุกๆ ป้องกันสถานการณ์ฉุกเฉินที่อาจเกิดขึ้น  ฉะนั้นการที่จะมีแบตเตอรี่สำรองไว้ใช้สำหรับ  Samsung Galaxy  ก็คงจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเพราะก็สามารถหาซื้อได้ง่าย  ตามร้านอุปกรณ์มือถือ ทั่วๆไป และที่สำคัญราคาก็ไม่ได้แพงถึงขั้นว่าซื้อไม่ได้  เริ่มต้นแค่ 600 บาทเองครับ  ยังไงก็ลองศึกษาข้อมูลหรือสอบถามรายละเอียดจากผู้ขายดูนะครับ แล้วคุณจะมีเวลาที่จะสนุกสนานกับการใช้  Samsung Galaxy ได้นานมากขึ้น ซึ่งมีตัวอย่างคุณสมบัติของที่ชาร์จแบต Samsung Galaxyเบื้องต้นมาให้ดู
USB 1 Output=1A สำหรับชาร์ตมือถือสมาร์ทโฟนทั่วๆไป
USB 2 Output=2.1A สำหรับชาร์ตแท็บเล็ตต่างๆ เช่น iPad Samsung Galaxy Tab
ปล่อยกระแสไฟฟ้าแรง 1-2.1A ชาร์ทมือถือเต็มเร็วทันใจ
Power Bank มาพร้อมสายชาร์จเปลี่ยนหัวได้ แถมหัวเสียบ 4 แบบ
(หัวเสียบในเซ็ท – microUSB miniUSB Nokia-Small-Head Apple-iPhone-USB)

สามารถหาซื้อ ที่ชาร์จแบต Samsung Galaxy ได้ที่นี่

ที่ชาร์จแบต Samsung

ที่ชาร์จแบต Samsung

ในสมัยนี้คงจะไม่มีใครที่ไม่มีสิ่งนี้   โทรศัพท์มือถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างหนึ่งในเวลานี้  ในยุคที่มีการติดต่อสื่อสารกันอย่างมากมาย เพราะฉะนั้นเราจึงจะขาดเครื่องมือติดต่อสื่อสารชิ้นเสียไม่ได้  และยิ่งในเวลานี้ ที่มีการทำการแข่งขันทางการตลาดในด้านการตืดต่อสื่อสารนั้น  ทำให้โทรศัพท์ที่ออกมานั้นมีมากมายหลายรุ่น  มีฟังก์ชั่นมากมาย ลวดลายการออกแบบ วัสดุที่ใช้  รูปร่างรูปทรง  และมีราคาแตกต่างกันออกไป  และที่สำคัญตอนนี้ก็มีอุปกรณ์เสริมเพิ่มเติมแก่โทรศัพท์หลายๆรุ่นหลายๆยี่ห้อ  ก็มีให้ออกมาเลือกซื้อเลือกหาใช้กัน
แล้วอุปกรณ์เสริมชิ้นสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้เลยเมื่อเราใช้มือถือนั่นก็คือ ที่ชาร์จแบตพกพาซึ่งที่ชาร์จแบตพกพาตัวนี้ก็มีทำออกมาหลายค่าย  มีออกมาให้ใช้กับโทรศัพท์หลายๆรุ่น  ไม่ว่าจะเป็น iPhone, iPad  หรือแม้แต่ Samsung เอง  ก็มีอุปกรณ์เสริมตัวนี้เหมือนกัน  ซึ่งที่ชาร์จแบต Samsungนั่น  ก็มีออกมาหลายรุ่นหลายขนาดเช่นกัน

ซึ่งตอนนี้โทรศัพท์ของ Samsung หลายๆรุ่นเป็นที่นิยมในตลาดมาก  ทำให้หาซื้ออุปกรณ์เสริม หรือ ที่ชาร์จแบต Samsungได้ไม่ยากนัก  ลักษณะที่ชาร์จแบต Samsung โดยรวมแล้วถือว่าโอเคใช้ได้  ถึงแม้ตัวขนาดและดีไซน์ยังทำออกมาไม่หลากหลาย แต่ความจุไฟก็มีให้เลือกหลายขนาดอยู่  ใครเพิ่งถอยโทรศัพท์ของ Samsung มาใหม่  อุปกรณ์เสริมที่จะขาดไม่ได้เลย สำหรับคนที่ใช้มือถือรุ่นนี้ก็คือ ที่ชาร์จแบต Samsung  ซึ่งมีหัวเสียบ Built-In microUSB สามารถเสียบชาร์ตมือถือได้ทันที ไม่ต้องต่อสายชาร์ตเพิ่ม ไม่เกะกะ สะดวกสุดๆ ขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา ไม่ถึง 100 กรัม ความจุสูง 5000 MAH สามารถชาร์ตมือถือทั่วไปให้เต็มได้ประมาณ 3-4 รอบ  และสามารถใช้ชาร์ตมือถือรุ่นอื่นๆ ที่ใช้หัวเสียบไมโครยูเอสบีเหมือนกันได้ด้วย  สามารถหาซื้อ ที่ชาร์จแบต Samsung ได้ที่นี่

ข้อมูล ขี้อ้าย

รูปที่1

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Terminalia nigrovenulosa   Pierre ex Laness

ชื่อวงศ์ : COMBRETACEAE

ชื่ออื่นๆ : แสงคำ หนามกราย หามกราย ปู่จ้าว ตานแดง โจ่ ประดู่ขาว

ลักษณะ : ไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 13-22 เมตร ลำต้นตรง โคนต้นอ่อนมักมีกิ่งรยางค์ปรากฏ เมื่อสับจะมียางสีแดงส้มชัดเจน ใบ เป็นใบเดี่ยวรูปมนแกมรูปไข่ ปลายใบแหลมยาว ฐานใบมนหรือสอบเข้าหากันเป็นรูปลิ่ม มีต่อมคู่อยู่ที่ขอบใบเยื้ยงไปทางโคนใบ ใบอ่อนคลุมด้วยขนสีน้ำตาลอ่อนหนาแน่น และร่วงเมื่อใบมีอายุมากขึ้น ดอก เป็นช่อมีกิ่งแขนงมาก ขนาด 2.5-5 ซม. ช่อดอกอ่อนคลุมด้วยขนสีน้ำตาลหนาแน่น ดอกสีขาวอมเหลือง มีขนาดเล็กมาก ลักษณะเป็นถ้วยกลีบรองกลีบดอกมีขนสีน้ำตาลปกคลุม ทั้งด้านนอกและด้านใน ผล เป็นผลแก่ไม่แตกรูปบกระสวย ขอบขนาน มีครีบ 3 ครีบ แต่ละครีบทำมุมเกือบเท่ากัน สีน้ำตาลอ่อน ผิวเกลี้ยง ขนาดของผลรวมทั้งครีบยาว 1.5-2.5 ซม. กว้าง 1-1.5 ซม.

การกระจายพันธุ์ : มีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อน ในประเทศไทยขึ้นกระจายทั่วไปในป่าเบญจพรรณและป่าดงดิบทั่วทุกภาค พบขึ้นบ่อย ๆ บนพื้นที่ที่ประกอบด้วยหินปูน

ประโยชน์ : เป็นไม้เนื้อแข็ง ใช้ในการก่อสร้างบ้านเรือน เครื่องเรือน ต่อเรือ ด้ามเครื่องมือกสิกรรม เปลือกมีรสฝาดใช้กินกับหมากได้

ข้อมูล กวางดูถูก

รูปที่2

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Naravelia laurifolia   Wall. ex Hook.f.& Th.

ชื่อวงศ์ : RANUNCULACEAE

ชื่ออื่นๆ : ดอกตาย หลอกตาย อุโซมาติ

ลักษณะ : ไม้เลื้อย ยาว 2-6 ม. ลำต้นแข็ง ใบ เป็นใบประกอบ เรียงตรงข้าม มีใบย่อยคู่เดียว มีรยางค์เป็นสายยาว ปลายแยกเป็นสามเส้น อยู่ระหว่างคู่ใบย่อย ก้านใบประกอบยาว 4-6 ซม. ใบย่อยรูปไข่ กว้าง 2-6 ซม. ยาว 5-10 ซม. โคนสอบมน ปลายแหลม ขอบเรียบหรือหยักตื้นๆ แผ่นใบหนา สีเขียวเข้ม เส้นแขนงใบออกจากโคนใบ ดอก สีเหลืองอมเขียว ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ดอกสมบูรณ์เพศ รูปไข่หรือรูปรี กว้าง 3-5 มม. ยาว 6-9 มม. ก้านดอกยาว 1-25 ซม. กลีบรองดอก 5 กลีบ สีเขียวแกมม่วง เกสรผู้ไม่สมบูรณ์ ลักษณะคล้ายกลีบดอกมี 6-15 อัน กว้าง 0.1 ซม. ยาว 1-1.5 ซม. เกสรผู้ที่สมบูรณ์ 15-23 อัน เกสรเมียแยกกัน 11-16 อัน ผล แข็งรูปกระสวย มีขนสีขาวคลุมประปราย ปลายขนมีเส้นยาวคล้ายแส้ บิดโค้ง

การกระจายพันธุ์ : จากอินเดียถึงคาบสมุทรอินโดจีน ในประเทศไทยพบขึ้นในป่าโปร่ง ที่ความสูงใกล้ระดับน้ำทะเล จนถึง 30 ม.

ประโยชน์ : เป็นไม้ป่าหายาก มีความสวยงามสามารถพัฒนาเป็นไม้เลื้อยประดับได้

 

ข้อมูล สะเดาช้าง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Azadirachta indica  A. Juss. var. siamensis  Valeton
วงศ์ : Meliaceae 
ชื่อสามัญ : Margosa, Neem, Neem tree, Nim
ชื่ออื่น : กะเดา ไม้เดา (ใต้), สะเลียม (เหนือ), ผักกะเดา กาเดา (อีสาน)

ลักษณะ  ไม้ยืนต้น สูง 5-10 เมตร ทุกส่วนมีรสขม ยอดอ่อนที่แตกใหม่มีสีน้ำตาลแดง เปลือกต้นสีเทาแตกเป็นร่อง ใบ ประกอบแบบขนนก เรียงสลับ ใบย่อยรูปใบหอก กว้าง 3-4 ซม. ยาว 4-8 ซม. ขอบใบหยักฟันเลื่อย ฐานใบไม่เท่ากัน ดอก ช่อ ออกที่ปลายกิ่งขณะแตกใบอ่อน กลีบดอกสีขาว ผลเป็นผลสด รูปรี มี 1 เมล็ด
ประโยชน์ด้านกำจัดแมลง : ป้องกันและกำจัดศัตรูพืช อาทิ  ตั๊กแตน หนอนชอนใบ เพลี้ยจักจั่น เพลี้ยอ่อน เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เพลี้ยกระโดดหลังขาว แมลงหวี่ขาว ด้วงหมัดผัก หนอนใยกะหล่ำปลี หนอนใยผัก หนอนกระทู้ หนอนกอหนอนเจาะสมอฝ้าย หนอนบุ้งปอแก้ว แมลงในโรงเก็บ ไส้เดือนฝอย
การนำไปใช้: สารสกัดสะเดาที่มีในเมล็ดและใบ มีฤทธิ์ในการฆ่าแมลง ขับไล่ ต่อต้านการดูดกิน ยับยั้งการเจริญเติบโต ป้องกันและกำจัดแมลงได้หลายชนิด
วิธีใช้:
วิธีที่ 1. โรยเมล็ดสะเดาบดตามแปลงผักเพื่อปรับสภาพดิน
วิธีที่ 2. นำเมล็ดสะเดา 1 กก. บดให้ละเอียด ห่อผ้าแช่น้ำ 1 ปี๊บ แช่ทิ้งไว้ 1 คืน ก่อนใช้ผสมน้ำสบู่ 1 ช้อนโต๊ะ นำไปฉีดพ่นทุกๆ 7 วัน ในตอนเย็น
วิธีที่ 3. นำเมล็ดและใบสะเดา เหง้าข่าแก่ ตะไคร้หอม อย่างละ 2 กก. สับให้ละเอียด แล้วตำหรือบดรวมกัน แช่น้ำ 1 ปี๊บ แช่ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วกรองเอาหัวเชื้อที่ได้ ผสมน้ำเปล่า 1 ปี๊บ ต่อน้ำยา 0.5 ลิตร ฉีดพ่นทุกๆ 7 วัน ในตอนเย็น
วิธีที่ 4.นำเมล็ดสะเดาแห้ง ที่ประกอบด้วยเปลือกหุ้มเมล็ด และเนื้อเมล็ด มาบดให้ละเอียด แล้วนำผงเมล็ดสะเดามาหมักกับน้ำ ในอัตราส่วน 1 กก. ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยใช้ผงสะเดาใส่ไว้ในถุงผ้าขาวบาง แล้วนำไปแช่น้ำทิ้งไว้ 1 วัน ใช้มือบีบถุงตรงส่วนของผงสะเดา เพื่อให้สาร อะซาดิแรคติน ที่อยู่ในผลสะเดา สลายตัวออกมาให้มากที่สุด เมื่อจะใช้ก็ยกถุงผ้าออก บีบถุงให้น้ำในผงสะเดาออกมาให้หมด ก่อนใช้นำน้ำที่ได้ผสมน้ำสบู่หรือแชมพู แล้วนำไปฉีดพ่น
สารสำคัญ: bitter principle เปลือกต้นมีสาร nimbin, desacetylnimbin ในใบมี quercetin ในเมล็ดมีสาร azadirachtin สามารถฆ่าแมลงได้ และพวก quinone  ตำรายาไทย ใช้ก้านใบเป็นยาแก้ไข้ทุกชนิด เปลือกต้นแก้ท้องเดิน แก้บิดมูกเลือด ผลเป็นยาถ่ายพยาธิ แก้ริดสีดวง แก้ปัสสาวะพิการ ดอกเป็นยาบำรุงธาตุ รากแก้ไข้ ทำให้อาเจียน

 

ข้อมูล พระธาตุพนม

ภาพ:วัดพระธาตุพนม.JPG        พระธาตุพนม ประดิษฐานอยู่ ณ วัดพระธาตุพนมวรวิหาร ถนนชยางกูร บ้านธาตุพนม ตำบลธาตุพนม อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม มีลักษณะเป็นเจดีย์รูปสี่เหลี่ยมจตุรัสก่อด้วยอิฐ กว้างด้านละ 10 เมตรเศษ สูงประมาณ 50 เมตร มีกำแพงล้อมองค์พระธาตุ 4 ชั้น องค์พระธาตุตั้งอยู่บนภูกำพร้า (เนินดินสูงจากพื้นธรรมดาประมาณ 3 เมตร) ภายในบริเวณมีบึงขนาดใหญ่เรียกว่าบึงธาตุพนม สถานที่ประดิษฐานองค์พระธาตุ อยู่บนภูกำพร้า หรือดอยกำพร้า ภาษาบาลีว่า กปณบรรพตหรือ กปณคีรี ริมฝั่งแม่น้ำขลนที อันเป็นเขตแขวงนครศรีโคตบูรโบราณ ในปี พ.ศ. 2485 ได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้น เอกขึ้นเป็น “วรมหาวิหาร”

ตามตำนานพระธาตุพนม ในอุรังคนิทานกล่าวว่า สมัยหนึ่งในปัจฉิมโพธิกาล พระพุทธเจ้า พร้อมทั้งพระอานนท์ ได้เสด็จมาทางทิศตะวันออก โดยทางอากาศ ได้มาลงที่ดอนกอนเนา แล้วเสด็จไปหนองคันแทเสื้อน้ำ (เวียงจันทน์) ได้พยากรณ์ไว้ว่า ในอนาคตจะเกิดบ้านเมืองใหญ่ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธศาสนา จากนั้นได้เสด็จไปตามลำดับ ได้ทรงประทานรอยพระพุทธบาทไว้ที่ โพนฉัน (พระบาทโพนฉัน) อยู่ตรงข้ามอำเภอโพนพิสัย จังหวัดหนองคาย แล้วเสด็จมาที่ พระบาทเวินปลา ซึ่งอยู่เหนือเมืองนครพนมปัจจุบัน ได้ทรงพยากรณ์ที่ตั้งเมืองมรุกขนคร (นครพนม) และได้ประทับพักแรมที่ภูกำพร้าหนึ่งคืน วันรุ่งขึ้นเสด็จข้ามแม่น้ำโขง ไปบิณฑบาตที่เมืองศรีโคตบูร พักอยู่ที่ร่มต้นรังต้นหนึ่ง (พระธาตุอิงฮังเมืองสุวรรณเขต) แล้วกลับมาทำภัตกิจ (ฉันอาหาร) ที่ภูกำพร้าโดยทางอากาศ

พญาอินทร์ได้เสด็จมาเฝ้าและทูลถามพระพุทธองค์ ถึงเหตุที่มาประทับที่ภูกำพร้า พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า เป็นประเพณีของพระพุทธเจ้าทั้ง 3 พระองค์ ในภัททกัลป์ที่นิพพานไปแล้ว บรรดาสาวกจะนำพระบรมสารีริกธาตุ มาบรรจุไว้ที่ภูกำพร้า พระพุทธองค์เมื่อนิพพานแล้ว พระมหากัสสปะ ผู้เป็นสาวก ก็จะนำเอาพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ ณ ที่นี้เช่นกัน จากนั้นพระพุทธองค์ก็ได้ทรงปรารภถึงเมืองศรีโคตบูร และมรุกขนคร แล้วเสด็จไปหนองหารหลวง ได้ทรงเทศนาโปรดพญาสุวรรณพิงคาระ และพระเทวี ประทานรอยพระพุทธบาทไว้ ณ ที่นั้น แล้วเสด็จกลับพระเชตวัน หลังจากนั้นก็เสด็จปรินิพพานที่เมืองกุสินารา

เมื่อพระพุทธองค์เสด็จปรินิพพานแล้ว มัลลกษัตริย์ทั้งหลายได้ถวายพระเพลิงพระสรีระ แต่ไม่สำเร็จ จนเมื่อพระมหากัสสปะมาถึงได้อธิษฐานว่า พระธาตุองค์ใดที่จะอัญเชิญไปประดิษฐานที่ภูกำพร้า ขอพระธาตุองค์นั้นเสด็จมาอยู่บนฝ่ามือ ดังนี้แล้ว พระอุรังคธาตุ ก็เสด็จมาอยู่บนฝ่ามือขวาของพระมหากัสสปะ ขณะนั้นไฟธาตุก็ลุกขึ้นโชติช่วง เผาพระสรีระได้เองเป็นอัศจรรย์ เมื่อถวายพระเพลิงและแจกพระบรมสารีริกธาตุเสร็จเรียบร้อยแล้ว พระมหากัสสปะพร้อมด้วยพระอรหันต์ 500 องค์ ก็ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุ มาทางอากาศ แล้วมาลงที่ดอยแท่น (ภูเพ็กในปัจจุบัน) จากนั้นได้ไปบิณฑบาตที่เมืองหนองหารหลวง เพื่อบอกกล่าวแก่พญาสุวรรณพิงคาระ ตำนานตอนนี้ตรงกับตำนานพระธาตุเชิงชุม และพระธาตุนารายณ์เจงเวง ซึ่งมีรายละเอียดอยู่แล้ว

เมื่อพญาทั้ง 5 ซึ่งอยู่ ณ เมืองต่าง ๆ อันได้แก่ พญานันทเสน แห่งเมืองศรีโคตบูร พญาจุลณีพรหมทัต พญาอินทปัตถนคร พญาคำแดง แห่งเมืองหนองหารน้อย และพญาสุวรรณพิงคาระ แห่งเมืองหนองหารหลวง ได้พากันปั้นดินดิบก่อแล้วเผาไฟ ตามคำแนะนำของพระมหากัสสปะ แบบพิมพ์ดินกว้างยาวเท่ากับฝ่ามือพระมหากัสสปะ

ครั้นปั้นดินเสร็จแล้วก็พากันขุดหลุมกว้าง 2 วา ลึก 2 ศอก เท่ากันทั้ง 4 ด้าน เมื่อก่อดินขึ้นเป็นรูปเตา 4 เหลี่ยม สูง 1 วา โดยพญาทั้ง 4 แล้ว พญาสุวรรณภิงคาระก็ได้ก่อส่วนบน โดยรวมยอดเข้าเป็นรูปฝาปารมีสูง 1 วา รวมความสูงทั้งสิ้น 2 วา แล้วทำประตูเตาไฟทั้ง 4 ด้าน เอาไม้จวง จันทน์ กฤษณา กระลำพัก คันธรส ชมพู นิโครธ และไม้รัง มาเป็นพื้น ทำการเผาอยู่ 3 วัน 3 คืน เมื่อสุกแล้วจึงเอาหินหมากคอยกลางโคก มาถมหลุม เมื่อสร้างอุโมงค์ดังกล่าวเสร็จแล้ว พญาทั้ง 5 ก็ได้บริจาคของมีค่าบรรจุไว้ในอุโมงค์เป็นพุทธบูชา

จากนั้น พระมหากัสสปะ ก็ได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุ เข้าบรรจุภายในที่อันสมควร แล้วให้ปิดประตูอุโมงค์ไว้ทั้ง 4 ด้าน โดยสร้างประตูด้วยไม้ประดู่ ใส่ดาลปิดไว้ทั้ง 4 ด้าน แล้วให้คนไปนำเอาเสาศิลาจากเมืองกุสินารา 1 ต้น มาฝังไว้ที่มุมเหนือตะวันออก แปลงรูปอัศมุขี (ยักษิณีหน้าเป็นม้า) ไว้โคนต้นเพื่อเป็นหลักชัยมงคลแก่บ้านเมืองในชมพูทวีป นำเอาเสาศิลาจากเมืองพาราณสี 1 ต้น ฝังไว้มุมใต้ตะวันออก แปลงรูปอัศมุขีไว้โคนต้น เพื่อหมายมงคลแก่โลก นำเอาเสาศิลาจากเมืองตักศิลา 1 ต้น ฝังไว้มุมเหนือตะวันตก พญาสุวรรณพิงคาระให้สร้างรูปม้าอาชาไนยไว้ตัวหนึ่ง หันหน้าไปทางทิศเหนือ เพื่อแสดงว่าพระบรมธาตุเสด็จออกมาทางทิศทางนั้น และพระพุทธศาสนาจักเจริญรุ่งเรืองจากเหนือเจือมาใต้ พระมหากัสสปะให้สร้างม้าพลาหกไว้ตัวหนึ่ง คู่กัน หันหน้าไปทางทิศเหนือ เพื่อเป็นปริศนาว่า พญาศรีโคตบูรจักได้สถาปนาพระอุรังคธาตุไว้ตราบเท่า 5,000 พระวัสสา เกิดทางใต้และขึ้นไปทางเหนือ เสาอินทขีล ศิลาทั้ง 4 ต้น ยังปรากฏอยู่ 2 ต้น ทางทิศตะวันออก ส่วนอีก 2 ต้น ได้ก่อหอระฆังหุ้มไว้ ส่วนม้าศิลาทั้ง 2 ตัว ก็ยังปรากฏอยู่ถึงปัจจุบัน

พระธาตุพนม ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์มาตามลำดับ การบูรณะครั้งแรกและครั้งที่สอง ไม่ได้บันทึกปีที่บูรณะไว้ การบูรณะครั้งที่สามเมื่อปี พ.ศ. 2157 ครั้งที่สี่เมื่อปี พ.ศ. 2233 ครั้งที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2349 ครั้งที่ 6 เมื่อปี พ.ศ. 2444 เป็นการบูรณะครั้งใหญ่ และต่อจากนั้นมาก็มีการบูรณะทั่วไป เช่น บริเวณโดยรอบพระธาตุ

ได้มีพิธียกฉัตรทองคำขึ้นประดิษฐานไว้ที่ยอดองค์พระธาตุ และนำฉัตรเก่ามาเก็บไว้ เมื่อปี พ.ศ. 2497 มีพุทธศาสนิกชนจากดินแดนสองริมฝั่งโขงทั้ง ไทยและลาว หลั่งไหลมาร่วมมงคลสันนิบาต และนมัสการองค์พระธาตุเป็นเวลาถึงหนึ่งเดือน

เมื่อปี พ.ศ. 2518 องค์พระธาตุพนมชำรุดล้มลง ทางราชการได้ดำเนินการก่อสร้างขึ้นใหม่ ให้คงสภาพเดิม ภายในปีเดียวกัน และได้ยืนยงคงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้

งานนมัสการพระธาตุพนมประจำปี เริ่มตั้งแต่วันขึ้น 12 ค่ำ ถึงวันแรม 1 ค่ำ เดือน 3

คำนมัสการพระธาตุพนมมีดังนี้

“กปณคิริสฺมิ ปพฺพเต มหากสฺสเปน ฐาปิตํ พุทฺธอุรงฺคธาตุ สิรสา นมามิ” แปลว่า “ข้าพเจ้าขอนมัสการ พระบรมอุรังคธาตุของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระมหากัสสปเถระเจ้า นำมาฐาปนาไว้ ณ ภูกำพร้า ด้วยเศียรเกล้า”

กลอน วันเกิดเธอ

ดีใจกับเธอด้วยจิงๆ

ที่พ่นมาพบถึงวันๆนี้

ดีใจทีเธอแก่ขึ้นมาอีกปี

ดีใจที่เธออย่างอยู่ตรงนี้แล้วก้าวไป

ถึงแม้วันนี้จะสุขสันต์ Happy

ฉันภูมิใจเหลือเกินนะคนดี

ที่เห็นรอยยิ้มอิ่มใจในวันนี้

ในวันดีๆของเธอ มีความสุข